[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 20 [NC-xx?]

posted on 14 Feb 2015 22:31 by mukkuk
 
Blood bond
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx?
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 

Chapter 20

 

 

...หากนี่คือความฝัน มันก็เป็นความฝันที่วาบหวามที่สุดเท่าที่เลโกลัสเคยได้พบเจอ...

 

ท่ามกลางความมืดอันเลือนลาง เลโกลัสรู้สึกได้ถึงมือของใครคนหนึ่งที่กำลังสัมผัสลงมาบนตัวเขา มือที่อ่อนโยนค่อยๆดึงรั้งชุดคลุมตัวยาวออก สัมผัสของผ้าไหมที่ค่อยๆเลื่อนหลุดจากผิวกายมันนำมาซึ่งความรู้สึกแปลกประหลาด เลโกลัสคล้ายจะได้ยินเสียงชุดคลุมผ้าไหมหนาหนักร่วงลงกระทบพื้น แล้วอากาศเย็นๆที่กระทบกับผิวกายโดยตรงมันก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าตนกำลัง..เปลือยเปล่า

 

ใครคนหนึ่งกำลังมองมา...แม้จะหลับตา หากเลโกลัสก็รู้ได้สึกแววตาหิวกระหายที่กำลังจับจ้องมาที่ตน แววตาที่รุ่มร้อนจนทำให้เขารู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า มันน่าอายจนทำให้เขาแทบจะยกมือขึ้นมาปกปิดร่างกายของตน มันเป็นตอนนั้นเองที่เลโกลัสเพิ่งรู้สึกตัวว่าเพียงการขยับตัวเพียงน้อยนิดก็กลับนำมาซึ่งความเจ็บปวดแค่ไหน กล้ามเนื้อทุกส่วนในกายปวดร้าวจนแทบหลุดเสียงครางแผ่ว ลึกลงไปยังรู้สึกถึงความเจ็บระบมในตำแหน่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่มัน..เกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ?

 

‘ชู่ว..หนูน้อย ไม่เป็นไรนะ..’

 

เสียงนุ่มทุ้มไพเราะดุจเสียงดนตรีปลอบประโลมลงมาในใจที่กำลังสั่นไหว เรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นพลันคลายออก เลโกลัสรู้สึกได้ว่าตนกำลังยิ้ม..ยิ้มให้กับ..

 

‘Ada…’

 

แม้จะไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลืมตามอง หากเพียงแค่เสียงไพเราะนั่นก็มากพอที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขในใจ เลโกลัสรู้สึกได้ว่าตนกำลังยิ้มราวกับคนโง่ เด็กหนุ่มเอียงใบหน้าซบกับมือของผู้เป็นบิดา ปลายจมูกเคล้าเคลียกับฝ่ามือเรียวงาม แล้วโดยไม่รู้ตัวเจ้าชายหนุ่มก็เผลอไล้เลียนิ้วมือได้รูปสวยเบาๆ

 

คล้ายจะได้ยินเสียงอุทานเบาๆ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเสียงหัวเราะแหบพร่า เลโกลัสรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของมือที่ค่อยๆเลื่อนห่างออกไป แล้วผ้าขนหนูเปียกชื้นด้วยน้ำอุ่นก็ค่อยๆซับลงมาบนใบหน้า

 

มันช่างเป็นความรู้สึกที่แสนสบายราวกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ผ้าขนหนูนุ่มๆบรรจงเช็ดลงมาบนผิวกายของเขาอย่างถี่ถ้วน ความอุ่นของผ้าที่สัมผัสลงมาบนกล้ามเนื้อที่ปวดระบม เรียกเสียงครางอย่างแสนสุขให้หลุดลอดผ่านริมฝีปากออกมา

 

เลโกลัสไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานแค่ไหน กี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงกว่าที่เรือนกายท่อนบนจะค่อยๆคลายความปวดระบม ผืนผ้าอุ่นๆเลื่อนลงมาช้าๆสัมผัสกับเรียวขาที่ถูกจับยกขึ้นสูง สัมผัสของผ้านุ่มๆที่แนบลงมาบนจุดกึ่งกลางลำตัวที่ปวดหนึบเรียกเสียงครางแผ่วหวิวด้วยความเจ็บปวด เลโกลัสคล้ายจะได้ยินเสียงพึมพำกระซิบปลอบดังแผ่วเบา แล้วนิ้วหนึ่งก็ค่อยๆกดลึกเข้ามาในกาย

 

‘Ada!’

 

มันเจ็บ ช่องทางที่ยังคงปวดระบมถูกรุกรานด้วยนิ้วที่สอดเข้ามาอย่างช้าๆ ปลายนิ้วที่อ่อนโยนขยับควานลึกเข้ามาในกาย ฟันคมขบลงมาบนริมฝีปากแน่น รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆที่คั่งค้างอยู่ในกายค่อยๆไหลรินลงมาตามเรียวขา ถ้านี่เป็นความฝัน มันก็เป็นความฝันที่แปลกประหลาดที่สุด ความฝันที่เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าจินตนาการถึง ทุกอย่างที่เกินกว่าจะจินตนาการออก ทั้งความเจ็บปวด ทั้งความสุขสมที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ไม่รู้เป็นเมื่อไหร่ที่เลโกลัสพบว่าร่างกายของตนกำลังบิดเร่าขอความเมตตา นิ้วที่ถูกดึงออกไปยิ่งทำให้รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ต้องการได้รับการเติมเต็ม

 

‘..ได้โปรด...Ada...’

 

เอ่ยวอนขออย่างน่าอาย ขาเรียวแยกออกน้อยๆเชิญชวนอย่างไร้เดียงสา ทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บมาก หากกลับรู้สึกต้องการมากยิ่งกว่า เขาต้องการ Ada..ต้องการ Ada!

 

‘โอ..หนูน้อย เจ้ายังระบมเกินกว่าจะรับอีกรอบไหว’  เสียงนุ่มทุ้มคล้ายดังมาจากที่ห่างไกล แล้วมือที่แตะต้องลงมาบนแก่นกายที่กำลังตื่นตัวก็เรียกเสียงครางหวานแหลมให้ดังก้อง ‘ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง’

 

...ถ้านี่คือความฝัน มันก็คือความฝันที่เลโกลัสไม่ปรารถนาจะลืมตาตื่นขึ้น เจ้าชายผู้อ่อนเยาว์ถูกจับพลิกให้ลงนอนตะแคงข้าง เรือนกายแข็งแกร่งตระกองกอดซ้อนอยู่ด้านหลัง ลมหายใจหอบไม่เป็นส่ำ รับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่คลอเคลียอยู่เหนือต้นคอ ฟันคมที่ขบกัดลงมาบนผิวขาวเนียนเรียกเสียงครางแว่วหวาน มือที่รุ่มร้อนเกาะกุมลงมาบนแก่นกายที่ร้อนผ่าว ความแข็งขึงที่ดุนดันอยู่ด้านหลัง ร่างกายของพวกเขาที่ขยับเสียดสีกันเป็นจังหวะแช่มช้า กลีบปากนุ่มเผยอออกกรีดร้องโดยไร้เสียง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันระเบิดโพลง...!!

 

 

+++++++++++++

 

 

“..โกลัส...เลโกลัส?”

 

เสียงเรียกกับมือที่เขย่าปลุกเบาๆเรียกแพขนตาสีอ่อนให้ลืมขึ้นด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สีฟ้ากระพริบเบาๆมองภาพของเอลฟ์ผมดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนด้วยความงุนงง ชั่ววินาทีก่อนที่สติจะคืนกลับมา ร่างโปร่งรีบถลันจะลุกขึ้นนั่งหากก็ติดที่มือของอีกฝ่ายที่กดลงมาบนไหล่ให้กลับลงไปนอนตามเดิม

 

“ลอร์ดเอลรอนด์!?”

 

“ใช่แล้ว อรุณสวัสดิ์ เจ้าชายน้อย”

 

เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ยิ้มตอบท่าทางงัวเงียเหมือนเด็กน้อยเพิ่งตื่นนอนของอีกฝ่ายอย่างนึกเอ็นดู ร่างโปร่งบางยังคงมีสีหน้างุนงงราวกับแยกไม่ออกระหว่างความเป็นจริงกับความฝัน ดวงตาคู่สีฟ้าใสสอดส่ายมองไปรอบห้องราวกับต้องการจะมองหาใครคนหนึ่ง แล้วมันก็ทำให้เอลรอนด์หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

 

“อย่าห่วงเลย พ่อของเจ้ามีประชุมตอนเช้า อีกเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว”

 

ประโยคที่เรียกสีระเรื่อให้ปรากฏบนใบหน้าของเจ้าชายเอลฟ์ เลโกลัสก้มหน้าลงต่ำ นึกอายที่ท่าทางของตนเองมันช่างชัดเจนจนทำให้อีกฝ่ายคาดเดาออกได้ง่ายขนาดนี้ ที่จริงแล้วเขาไม่ได้อยากทำตัวเป็นเหมือนเด็กน้อยที่ทนอยู่ห่างกายบิดาไม่ได้ เพียงแต่ว่า...มือเรียวงามแตะลงบนที่นอนเย็นชืดข้างกาย...จะไม่ให้เขามองหาผู้เป็นบิดาได้อย่างไร ในเมื่อภาพที่ตัวเองคิดว่าเป็นความฝันนั่นยังคงชัดเจนอยู่ในใจ

 

เอลรอนด์มองวงหน้าแดงก่ำของเอลฟ์หนุ่มน้อยอย่างนึกเอ็นดู มือเรียวยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของอีกฝ่ายเบาๆ รู้ว่าสำหรับเลโกลัสแล้วแม้จะยอมรับว่ารัก แต่เด็กน้อยก็ยังอ่อนเยาว์พอที่จะรู้สึกอายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวาน

 

...ช่างแตกต่างกับอีกคนที่แย้มรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างมีความสุข และไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย...

 

เอลรอนด์ยิ้มขัน ดวงตาคู่สีเทาหันมาให้ความสนใจต่อคนเจ็บอีกครั้ง

 

“เอาล่ะ เลโกลัส ขอข้าตรวจดูบาดแผลสักหน่อย”

 

เอลฟ์หนุ่มพยักหน้าน้อยๆ นิ้วเรียวขยับปลดกระดุมเสื้ออย่างว่าง่าย มันเป็นตอนนั้นเองที่เจ้าชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวว่าชุดที่ใส่อยู่นั้นไม่ใช่ตัวเดิมกับคืนวาน ทั้งผิวกายที่เคยชื้นไปด้วยเหงื่อกลับให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น เหมือนกับมีใครบางคนช่วยเช็ดตัวให้ในระหว่างที่เขากำลังนอนหลับ นั่นหมายความว่า..หรือว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นไม่ใช่ความฝัน!?

 

ชั่วขณะที่มือคล้ายจะสั่นน้อยๆยามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวาน ตัวเขาที่วิงวอนร้องขอให้ Ada ครอบครอง ตัวเขาที่กรีดร้องด้วยความสุขสมแค่เพียงมือคู่นั้นแตะต้องลงมา นั่นไม่ใช่ความฝัน เมื่อคืนนี้เขากับ Ada ได้......อีกครั้ง..

 

วงหน้างามแดงฉานด้วยความอับอาย ไม่เคยมีครั้งไหนที่เลโกลัสนึกอยากแทรกแผ่นดินหนีเท่านี้มาก่อน เลโกลัสแน่ใจว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกอับอายมากเท่านี้มาก่อน ทว่าไม่ถึงนาทีให้หลัง..เด็กหนุ่มก็พบว่าตนเอง..คิดผิด

 

ทันทีที่เสื้อคลุมตัวยาวที่สวมใส่เลื่อนลงจากบ่า เจ้าชายเอลฟ์ก็ให้นึกเสียใจกับการกระทำของตนเอง ดวงตาคู่สีฟ้าก้มลงมองรอยจูบสีสดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนแผ่นอก รอยจากคมฟันปรากฏให้เห็นเป็นจ้ำๆบนผิวกายเนียนขาว ร่องรอยมากมายที่บ่งบอกให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และร่องรอยเหล่านั้น..เวลานี้ก็กำลังสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สีเทาของเอลฟ์ลอร์ดจากต่างแดน!!

 

มันต้องใช้การควบคุมตัวแทบทั้งหมดเพื่อจะไม่ให้เผลอหลุดหัวเราะออกไป หลายพันปีกับการผู้เป็นเยียวยา เอลรอนด์ย่อมรู้ดีว่าการหลุดหัวเราะขำในตอนนี้มีแต่จะทำให้เลโกลัสยิ่งอับอายมากขึ้นเท่านั้น หากกระนั้นแม้จะพยายามแค่ไหน หากเอลฟ์ลอร์ดก็อดไม่ได้ที่จะแย้มรอยยิ้มกว้าง แค่ได้เห็นร่องรอยที่บ่งบอกถึงการถูกรักอย่างถี่ถ้วนบนเรือนกายนี้ ก็รู้ว่าธรันดูอิลทั้งรักทั้งหลงใหลเด็กน้อยคนนี้มากแค่ไหน...

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะอะไร เลโกลัสถึงได้มีอาการปวดกล้ามเนื้อขนาดนี้...

 

ท่ามกลางรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปาก เอลรอนด์ค่อยๆบรรจงแกะผ้าพันแผลออก ดวงตาคู่สีเทามองรอยแผลยาวประมาณสองนิ้วเหนือแผ่นอกด้านซ้ายอย่างพิจารณา บริเวณรอบรอยแผลยังคงปรากฏรอยช้ำเป็นวงกว้าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากคมมีดนี้เลื่อนต่ำลงมาอีกไม่กี่เซนล่ะก็ ต่อให้อีกสิบพ่อมดเทาก็คงไม่อาจช่วยชีวิตของเจ้าชายเอลฟ์เอาไว้ได้

 

แต่ว่า..คิ้วเรียวขมวดมุ่น วงหน้าคมเครียดขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง..นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เขานึกกังวลใจมากที่สุด...

 

นิ้วที่อ่อนโยนบรรจงแตะลงบนรอยแผล ไม่มีร่องรอยของยาพิษ แต่กลับมีร่องรอยของความมืดเจือปนอยู่ ไอความมืดอันเข้มข้นจากอาวุธที่ถูกหลอมสร้างขึ้นในดินแดนที่ถูกความมืดเข้าครอบครอง มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถทิ้งร่องรอยความมืดเช่นนี้เอาไว้บนร่างกายของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ที่เปี่ยมไปด้วยแสงสว่าง นั่นคือ มีดสั้นมอร์กุล ของราชามนุษย์แห่งแองก์มาร์..!!?

 

ฟันขบลงมาบนริมฝีปาก เห็นได้ชัดว่าใครก็ตามที่คิดปองร้ายต่อเจ้าชายเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดได้มีการเตรียมการมาอย่างดีมาก เพราะนั่นคือหนึ่งในอาวุธที่โหดเหี้ยมที่สุดบนมิดเดิ้ลเอิร์ธ แค่เพียงสะกิดผิวก็มากพอจะทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิต ความมืดจะเข้าครอบงำทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ภายในชั่วไม่กี่นาทีร่างกายก็จะดับสูญ วิญญาณจะตกเป็นทาสของความมืดมิดชั่วนิรันด์

 

แม้ว่าเผ่าพันธุ์เอลฟ์ที่เป็นเผ่าพันธุ์แรกที่ถือกำเนิดขึ้นบนดาวดวงนี้ จะมีแสงสว่างในกายมากพอที่จะต่อสู้กับความมืด แต่มีดสั้นมอร์กุลก็เต็มไปด้วยความชั่วร้ายมากเกินไป มีก็แต่เพียงเอลฟ์ที่มีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานหลายพันปีเท่านั้นจึงจะมีพลังมากพอที่จะต่อต้านอาวุธชิ้นนี้ได้ ในสงครามครั้งสุดท้ายกับเซารอน เอลรอนด์เคยได้เห็นเอลฟ์ที่มีอายุกว่าพันปีกลับพ่ายแพ้ต่อความมืดอย่างรวดเร็วแค่เพียงถูกคมมีดเล่มนี้สะกิดผิว แม้แต่เอลฟ์ที่มีอายุนับพันก็ยังไม่มีพลังมากพอที่จะต่อต้านความชั่วร้ายของมีดเล่มนี้ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงห้าร้อยปีอย่างเลโกลัสกันล่ะ?

 

ทว่า....จากความเคร่งขรึมกลับกลายเป็นรอยยิ้มจาง จริงอยู่ว่าบาดแผลของเลโกลัสยังคงมีไอความมืดเจือปนอยู่บ้าง แต่มันก็น้อยมากจนแค่อาศัยพลังจากอธีลาสก็น่าจะพอรักษาหายได้ในชั่วไม่กี่วัน และสำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น มันก็คงเป็นเพราะ...

 

“เลโกลัส เมื่อวานพ่อของเจ้าได้แตะต้องบาดแผลนี่บ้างรึเปล่า?”

 

คำถามที่เรียบง่าย หากเมื่อกระทบโสตของผู้ฟัง มันกลับนำมาซึ่งสีหน้าแดงฉาน เลโกลัสยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวาน ความเจ็บปวดปนสุขสมตอนที่ลิ้นอุ่นของผู้เป็นบิดาไล้เลียลงมาบนรอยแผล สัมผัสอันอบอุ่นจากปลายลิ้นที่โลมเลียลงมา มันทำให้ความหนาวเย็นที่เคยสัมผัสได้กลับกลายเป็นความรุ่มร้อนที่ยากจะลืมเลือน

 

“เข้าใจล่ะ”

 

เอลรอนด์ยิ้มน้อยๆ แม้จะไม่ได้ยินคำตอบ หากเพียงแค่มองวงหน้าแดงระเรื่อของเจ้าชายเอลฟ์ก็มากพอที่จะเข้าใจ บางทีเมื่อวานนี้ธรันดูอิลคงได้สัมผัสกับรอยแผล และคงได้แบ่งพลังชีวิตอันเก่าแก่ทรงพลั