[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 17 [NC-xx?]

posted on 04 Dec 2014 05:28 by mukkuk
 
Blood bond
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx?
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 

Chapter 17

 

 

ห่างไกลออกไป...ร่างโปร่งในชุดคลุมสีเข้มกำลังควบม้าผ่านป่าเมิร์ควู้ดอย่างรีบเร่ง บนวงหน้างดงามเจือด้วยร่องรอยของความสำนึกผิด เมื่อคาดเดาได้ว่าป่านนี้พ่อมดเทาคงจะรู้แล้วว่าเขาไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งอย่างที่คิด

 

นิ้วมือเรียวยกขึ้นแตะสัมผัสบาดแผลที่ถูกปิดทับไว้ด้วยผืนผ้าสีขาว ความปวดหนึบกับความอุ่นชื้นที่สัมผัสได้บอกชัดว่าแรงสะท้อนจากการขี่ม้าคงทำให้บาดแผลเปิดออกอีกครั้ง มันเป็นอย่างที่แกนดาล์ฟว่า ว่าร่างกายของเขายังไม่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในตอนนี้ แต่ว่า...

 

ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!

 

ดวงตาคู่สีฟ้าใสมองไปยังความมืดในป่าเบื้องหน้า มีเพียงดวงตาของเอลฟ์ที่สามารถมองเห็นท่ามกลางความมืดมิด และมีเพียงแค่ผู้ชำนาญทางที่จะสามารถเดินทางผ่านป่าเมิร์ควู้ดในเวลายามค่ำคืน แต่คงมีแค่คนเสียสติเท่านั้นที่คิดจะเดินทางผ่านป่าแห่งนี้ในสภาพที่ได้รับบาดเจ็บ

 

...เพราะกลิ่นคาวเลือดบนกายจะชักนำสิ่งมีชีวิตที่กำลังกระหายหิวให้ใกล้เข้ามา...

 

..แกรกกราก... 

 

เสียงใบไม้กระทบไหวแปลกประหลาดพาให้ม้าตัวพ่วงพีถึงกับแตกตื่น หากสำหรับนักรบผู้มากประสบการณ์แล้ว เสียงที่ได้ยินนั่นกลับนำมาซึ่งความระวังตัว เลโกลัสตบหลังม้าเบาๆอย่างปลอบประโลม ดวงตาคู่คมตวัดมองไปด้านบน ก่อนที่มือจะยิงธนูออกไปอย่างรวดเร็ว!!

 

ร่างของแมงมุมขนาดใหญ่ยักษ์พลันร่วงตกลงมาที่พื้น ขาทั้งแปดข้างยังคงสั่นไม่หยุดจากศรที่ปักบริเวณส่วนหัว เจ้าชายเอลฟ์ไม่เสียเวลาแม้แต่จะมองภาพนั้นซ้ำสอง เมื่อสะบัดสายบังเหียนกระตุ้นม้าให้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ในตอนนั้นเองที่ป่าทั้งป่าราวกับตื่นขึ้น ความเงียบรอบกายกลับกลายเป็นเสียงอึกทึกครึกโครมของฝีเท้าหลายร้อยข้างที่ตามมาจากด้านหลัง เหล่าแมงมุมที่ได้กลิ่นคาวเลือดหอมหวานบนกายของเจ้าชายเอลฟ์ต่างก็ตามติดมาไม่ลดละ สำหรับพวกมันที่ชื่นชอบในการฉีกกระชากเนื้อของเหยื่อกินแล้ว รสชาติเลือดและเนื้อของเอลฟ์ก็เป็นอะไรที่หวานล้ำที่สุด

 

ในสมองอันโง่เขลาของพวกมันต่างก็เชื่อมั่นว่าสามารถจับเหยื่อที่มีเพียงลำพังตัวได้ไม่ยาก ทว่า..น่าเสียดายที่พวกมันคิดผิด!

 

ลูกธนูดอกแล้วดอกเล่ายิงออกมาสังหารเหล่าแมงมุมไม่หยุดยั้ง แม้จะต้องบังคับม้าให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากความเร็วในการยิงธนูของเลโกลัสก็ยังไม่ตกลงแม้แต่น้อย ความแม่นยำยังคงชัดเจนด้วยลูกธนูที่พุ่งเข้าสู่จุดตายทุกครั้ง ร่างโปร่งไม่คิดสู้พัวพัน เพียงแค่คิดจะหนีออกห่าง มือที่จับสายบังเหียนกระชับมั่นจนสายหนังของมันแทบบาดเข้าไปในเนื้อที่ฝ่ามือ

 

...Ada......

 

หัวใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ ยิ่งเสียเวลามากเท่าไหร่ ลางสังหรณ์เลวร้ายก็ยิ่งทวีชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่กษัตริย์เอลฟ์ผู้แข็งแกร่งจะเป็นอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างนั้นใจกลับไม่อาจผ่อนคลายลงได้ บางทีมันคงเป็นเพราะสายใยแห่งพันธะคู่ชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ สายใยที่เชื่อมโยงถึงกันที่ทำให้เลโกลัสรู้ว่าผู้เป็นบิดากำลังต้องการตัวเขา! ในตอนนี้...ในทันที!!

 

เขาต้องไปหา Ada ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!!

 

 

เมิร์ควู้ด 

 

ผ่านมาเกือบห้าวันแล้วนับจากที่กษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลกลับมาพร้อมด้วยชัยชนะ ห้าวันก่อน..ที่เหล่าเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดต่างก็เฉลิมฉลองในชัยชนะที่พวกตนมีเหนือเหล่าออร์ค เพียงเพื่อจะพบว่าแค่เพียงล่วงเข้าวันถัดมา ข่าวดีของชัยชนะก็กลับกลายเป็นข่าวร้ายอย่างถึงที่สุด

 

แรกสุดเลย นั่นคือการกลับมาของบุตรบุญธรรมแห่งเอลรอนด์ กับข่าวที่ยืนยันถึงความตายของเจ้าชายของพวกตน เลโกลัส รัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวแห่งเมิร์ควู้ด เจ้าชายผู้ดูอ่อนแอและเปราะบางในสายตาของที่ปรึกษากษัตริย์ แต่สำหรับเหล่านักรบที่เคยออกลาดตระเวณ นักรบที่เคยร่วมทัพด้วยกัน การสูญเสียเจ้าชายเลโกลัสก็คือการสูญเสียหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกตน

 

ไม่มีใครที่ได้เห็นการยิงธนูที่ทั้งแม่นยำและรวดเร็วนั้นแล้วจะไม่ทอดถอนหายใจด้วยความชื่นชม ไม่มีใครที่ได้เห็นความสามารถในการใช้ดาบสั้นสองมือของเจ้าชายแล้วจะไม่รู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับการมีนักรบผู้นี้อยู่เคียงข้าง และทั้งที่เพิ่งเคยเข้าร่วมสงครามเป็นครั้งแรก ทั้งที่หากนับตามอายุแล้วเจ้าชายเอลฟ์ก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง แต่ความสามารถในการบัญชาการรบที่แสดงออกมานั้น ก็มากพอที่จะทำให้เหล่านักรบผู้มากประสบการณ์ต่างก็พร้อมก้มหัวยอมรับจากใจ

 

ทว่าเวลานี้เจ้าชายผู้แข็งแกร่งกลับสิ้นชีพลงแล้ว ทั้งยังไม่ใช่ความตายด้วยมือศัตรู แต่เป็นการตายในเงื้อมมือของเอลฟ์ด้วยกัน

 

เพียงแค่คิดถึงเรื่องที่จาเดนเป็นผู้ลอบสังหารเจ้าชาย มันก็ทำให้เหล่าเอลฟ์เคียดแค้นจนแทบจะไปขุดหาซากศพอีกฝ่ายมาสังหารทิ้งซ้ำสอง จาเดนไม่เพียงแต่ทรยศต่อราชวงศ์ แต่ยังทรยศต่อสัตย์สาบานในฐานะเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ด ทรยศต่อคำสาบานที่จะปกป้องกษัตริย์และเจ้าชายด้วยชีวิต

 

ทว่าดูเหมือนว่านั่นจะยังไม่ใช่ข่าวร้ายเพียงพอ เมื่อกษัตริย์เอลฟ์ได้ทราบถึงการตายของบุตรชายคนเดียว ข่าวร้ายที่เลวร้ายยิ่งกว่าทุกสิ่ง แล้วกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ก็กลับล้มลง..เป็นครั้งแรก และอาจจะ...เป็นครั้งสุดท้าย

 

...พ่ายแพ้ต่อความมืด ไม่มีหนทางที่จะรอดชีวิต...

 

นั่นคือสิ่งที่ลอร์ดเอลรอนด์แห่งริเวนเดลล์เอ่ยออกมา และคำพูดนั้นก็สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทั้งอาณาจักร สำหรับเหล่าเอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดแล้ว ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ปกปักษ์รักษาอาณาจักรมานานหลายพันปี คือหลักยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา คือความแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่น และศูนย์รวมจิตใจของเอลฟ์ทุกผู้ สำหรับพวกเขาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของกษัตริย์ ในตัวของราชวงศ์แล้ว การที่ต้องสูญเสียเจ้าชายไป และอีกไม่นานก็อาจจะต้องสูญเสียกษัตริย์ที่พวกตนเคารพเหนือสิ่งอื่นใด มันก็ทำให้พวกเขาแทบไม่อาจคิดอะไรออกอีก

 

คงมีก็เพียงสำนึกต่อหน้าที่เท่านั้นที่ทำให้เหล่าทหารยามต่างก็ยังคงเฝ้ายามอยู่รอบๆกำแพงเมืองอย่างแข็งขัน แม้ว่าใจจะหนักหน่วงจากข่าวร้ายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดยั้ง แต่ถึงอย่างนั้นหน้าที่และสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือสิ่งที่เอลฟ์เมิร์ควู้ดถูกสั่งสอนมาช้านาน

 

นั่นเป็นยามค่ำของวันที่ห้านับจากที่กษัตริย์เอลฟ์ล้มลง ยามค่ำคืนที่ไม่มีแม้แต่แสงดาวเป็นเพื่อน แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังเลือนหายท่ามกลางกลีบเมฆ มีเพียงแสงจากคบไฟเลือนลางบนกำแพงเมืองที่ช่วยส่องลงไปยังผืนป่ามืดมิดด้านล่าง และมันก็เป็นตอนนั้นเองที่เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏตัว

 

เสียงฝีเท้าม้าคือสิ่งแรกที่เรียกความสนใจจากเหล่านักรบ คู่สายตาทุกคู่ต่างก็มองลงไปยังเงาร่างโปร่งบางในชุดคลุมรุ่มร่ามบนหลังม้าตัวใหญ่ ฮู้ดสีเข้มที่คลุมอยู่บนศีรษะทำให้ยากจะบอกได้ว่าเจ้าของร่างนั้นเป็นมนุษย์หรือเอลฟ์ ร่างนั้นที่หยุดอยู่หน้าประตูเมืองโดยไม่แสดงอาการถึงเจตนาร้ายหรือดี

 

เหล่านักรบต่างก็มองหน้ากันด้วยความสงสัย เงาร่างที่โปร่งบางทำให้แน่ใจได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ออร์ค แต่การที่ไม่ใช่อมนุษย์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมาด้วยเจตนาดีเสมอไป ยิ่งเป็นในเวลานี้ที่เมิร์ควู้ดอยู่ในสภาพอ่อนแอจากการล้มป่วยของผู้เป็นกษัตริย์ มันก็ยิ่งทำให้การปรากฏตัวของคนแปลกหน้ายิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับเหล่านักรบมากขึ้น

 

“เตรียมพร้อมไว้”

 

หัวหน้าหน่วยทหารยามเอ่ยสั่งคนในหน่วย ดวงตาคู่คมยังคงมองลงไปยังบุคคลด้านล่างโดยไม่คลาดสายตา ก่อนตะโกนเสียงก้อง

 

“เผยโฉมหน้าให้เราเห็นซะ ผู้มาเยือน!”

 

ชั่วขณะที่เสียงนั้นดังก้องไปทั่วท่ามกลางความมืดมิด เหล่าเอลฟ์ต่างก็มองไปยังบุคคลผู้ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ และนั่นก็ทำให้หัวหน้าหน่วยตัดสินใจได้

 

“ยิงเลย”

 

คันธนูถูกน้าวศร หากยังไม่ทันที่มือของเหล่าเอลฟ์จะได้ละจากลูกธนู ผู้ที่อยู่ด้านล่างก็กลับมีการเคลื่อนไหว!

 

ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ พวกเขาต่างก็ได้เห็นผู้มาเยือนยกมือขึ้นดึงฮู้ดลง แล้วเรือนผมสีทองเป็นประกายระยิบระยับก็ปรากฏสู่สายตา เส้นผมสีทองแสนสวย สัญลักษณ์ของเชื้อสายซินดาร์บริสุทธิ์ วงหน้างดงามอ่อนเยาว์กับดวงตาที่เป็นสีสันของท้องฟ้ายามกลางวัน นั่นคือ เจ้าชายของพวกเขา!?

 

“เปิดประตู!”

 

น้ำเสียงไพเราะตะโกนก้องกังวานด้วยอำนาจที่ยากจะฝ่าฝืน หากยังไม่ทันที่เหล่านักรบจะทันได้ทำตามคำสั่ง ประตูเมืองสูงใหญ่ก็กลับเปิดออกเองด้วยมนตรา

 

นั่นคือครั้งแรกที่เหล่าเอลฟ์ได้เห็น..แม้จะเคยได้ยินคำล่ำลือมานานว่าประตูเมืองที่จำเป็นต้องใช้แรงนับสิบคนในก