[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 16 [NC-xx?]

posted on 27 Nov 2014 00:43 by mukkuk
 
~Blood bond~
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 
 

Chapter 16

 

 

เมิร์ควู้ด

 

ภายในสถานเยียวยาที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในของพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ เอลฟ์ผมสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงกว้าง วงหน้าคมเข้มซีดขาวด้วยอาการบาดเจ็บจากคมดาบบนแผ่นหลัง รอยแผลที่กรีดลึกลงมา แม้จะไม่ถึงกับเอาชีวิต แต่พิษที่อยู่บนคมดาบก็มากพอที่จะทำให้ มากลอร์ ที่ปรึกษาและสหายของกษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลยังคงไม่แม้แต่จะได้สติ

 

“เป็นไงบ้าง เอลรอนด์?”

 

เสียงทุ้มเยือกเย็นดังขึ้นจากร่างสูงของกษัตริย์เอลฟ์ผู้ยืนห่างจากเตียงออกมานิดหน่อย ดวงตาคู่สีฟ้าเทาเหลือบมองจากคนเจ็บไปยังเอลฟ์ผมดำที่นั่งอยู่ข้างเตียง

 

“ไม่ถึงกับชีวิต แต่ก็คงต้องพักฟื้นนานพอดู”

 

เอลรอนด์ เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ถอนหายใจยาว มือดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ถึงอกของคนเจ็บ

 

“คนที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า คนร้ายเป็นชนเผ่าทางเหนืออย่างนั้นสินะ?”

 

“ในสาส์นแจ้งมาเช่นนั้น”

 

เสียงนุ่มทุ้มเจือหยัน เห็นได้ชัดว่ากษัตริย์เอลฟ์ก็ไม่ได้เชื่อข้อความในสาส์นแม้สักนิด ร่างสูงขยับเดินเข้ามาจนชิดขอบเตียง เมื่อก้มลงมองคนเจ็บ..หนึ่งในสหายสนิทไม่กี่คนของตน...ด้วยสายตาที่แฝงไว้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไม่ว่าคนร้ายจะเป็นใคร มันผู้นั้นก็จะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม

 

“จากเท่าที่ข้าตรวจดู มีบางอย่างที่ผิดสังเกต” เอลรอนด์เอ่ยเสียงขรึม “บาดแผลเดียวที่จัดว่าสาหัสคือรอยคมดาบบนแผ่นหลัง ส่วนบาดแผลอื่นเป็นรอยฟกช้ำที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่มากลอร์หมดสติไปแล้ว แต่ว่าหากคนร้ายคิดจะสังหารมากลอร์จริงล่ะก็ บาดแผลบนแผ่นหลังก็ยังจัดว่าเบาเกินไป แถมพิษที่เคลือบอยู่บนดาบก็ไม่ใช่ยาพิษร้ายแรงที่ชนเผ่าทางเหนือนิยมใช้กัน แต่เป็นยาพิษที่ทำให้เป้าหมายหมดสติติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เห็นได้ชัดว่าจุดประสงค์ของคนร้ายไม่ใช่การเอาชีวิตมากลอร์ แต่เป็นอย่างอื่น..”

 

ดวงตาคู่สีเทามองสบกับเฉดสีฟ้าเทาของผู้เป็นกษัตริย์แน่วนิ่ง เมื่อเอ่ยย้ำอีกครั้ง..ในประโยคเดียวกับที่เคยเอ่ยมาก่อนหน้านี้

 

“เป็นไปได้ว่านี่อาจเกี่ยวข้องกับแผนการร้ายที่ใครสักคนวางเอาไว้..”

 

 

...ย้อนกลับไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ประตูแห่งราชวังเมิร์ควู้ดที่ยิ่งใหญ่ถูกเปิดออกกว้าง เปิดทางให้กองทัพม้าหลายพันผ่านเข้าไปด้านใน ที่นำอยู่หน้าสุดคือร่างสูงสง่าของกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ดวงตาคู่สีฟ้าเทาคมกร้าวมองตรงไปด้านหน้าโดยไม่สั่นไหว ไม่สนใจแม้แต่เสียงโห่ร้องยินดีต้อนรับกลับมาของเหล่าชาวเมือง 

 

จนกระทั่งเมื่อดวงตากร้าวแกร่งหยุดลงที่บริเวณด้านหน้าลานกว้างของปราสาท ภาพของผู้ที่ยืนรอรับอยู่นั้น ก็ทำให้เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ 

 

“หยุด” 

 

มือเรียวงามยกขึ้นให้สัญญาณแล้วกองทัพม้าก็พลันหยุดลงที่ด้านหลังอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นอีกกี่ครั้งนั่นก็เป็นภาพที่ชวนให้เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ประทับใจเสมอ ขณะที่กองทัพเอลฟ์ในดินแดนอื่นๆมีอยู่เพียงเพื่อป้องกันตัว หากคงมีเพียงเมิร์ควู้ดแห่งเดียวที่เหล่าเอลฟ์ถูกฝึกฝนมาเพื่อต่อสู้ โจมตีและปกป้องเมืองของตนอย่างแท้จริง 

 

...บางทีหลังจากที่ยุคของเซารอนได้สิ้นสุดลง ในดินแดนเอลฟ์ทั้งสามก็คงเหลือแค่เมิร์ควู้ดแห่งเดียวที่ยังคงมีกองทัพอันน่าเกรงขาม... 

 

และถึงแม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่าเอลฟ์วงศ์วานใดมีฝีมือในการต่อสู้มากกว่า แต่เอลฟ์แห่งเมิร์ควู้ดที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความมืดมานานปี ก็ย่อมมีทักษะการต่อสู้ในระดับที่เอลฟ์จากริเวนเดลล์และลอธลอริเอนผู้คุ้นเคยกับความสงบสุขไม่อาจเทียบเท่า และผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของกองทัพเอลฟ์อันเกรียงไกรนี้ก็คือ ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมิร์ควู้ด!!

 

“ยินดีด้วยที่ชนะศึก”  

 

เอลรอนด์ เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ก้าวเข้ามาทักทายต่อกษัตริย์ผู้ตวัดกายลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาคู่สีฟ้าเทามองตอบผู้เป็นสหายอย่างใคร่ครวญอยู่ในที

 

“เวลานี้เจ้าควรจะอยู่ที่ลอธลอริเอนไม่ใช่รึไง เอลรอนด์?” 

 

“เพราะว่าที่นี่มีเรื่องน่าสนใจกว่าอย่างไรล่ะ” 

 

เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์แย้มรอยยิ้มบาง หากรอยยิ้มนั้นก็ยังไม่อาจกลบเกลื่อนความกังวลใจที่แฝงอยู่ในดวงตาได้  

 

ใช่ ที่จริงแล้วเวลานี้เขาควรจะอยู่ที่ลอธลอริเอนมากกว่าจะเป็นที่นี่ ทว่าเมื่อตอนเย็นของสองวันก่อนที่เขาเดินทางไปถึงและได้เห็นอาการบุตรสาวที่อยู่ในสภาพตรอมใจ มันก็กลับทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมา และยิ่งเมื่อสอบถาม คำตอบที่ได้รับก็กลับทำให้ความสงสัยยิ่งทวีมากขึ้น 

 

จริงอยู่ว่าเอสเทลอาจจะหลงรักเลโกลัส แต่บุตรชายบุญธรรมของเขาก็ไม่เคยแสดงออกอะไรมากไปกว่าความผูกพันฉันสหาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าชายเอลฟ์ที่แม้จะสนิทสนมกับเอสเทลแค่ไหน แต่ก็ยังคิดกับเอสเทลในฐานะสหายรักเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นข่าวลือที่ว่าทั้งสองคนเป็นคนรักกันมาจากไหน? ที่สำคัญข่าวลือนี้ยังเข้ามาถึงหูอาร์เวนในเวลาที่ประจวบเหมาะเกินไป ราวกับว่ามีใครสักคน..วางแผนเอาไว้? 

 

เอลรอนด์ขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อเล่าถึงข้อสงสัยของตนให้ธรันดูอิลรับฟัง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง ใครสักคนได้จงใจปล่อยข่าวลือไร้สาระนั่นที่ลอธลอริเอนก็เพราะรู้ว่ามันจะทำให้อาร์เวนตรอมใจ และหากว่าอาร์เวนล้มป่วยลง เลดี้กาลาเดรียลก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งสาส์นมาขอความช่วยเหลือจากเขา 

 

“ข้ารู้สึกว่าใครสักคนที่คิดแผนนี้ต้องการให้ข้าไปจากเมิร์ควู้ด”

 

เอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์เอ่ยเสียงขรึม ทันทีที่ตระหนักในเรื่องนี้และทันทีที่ดูจนแน่ใจว่าอาการป่วยของบุตรสาวไม่อยู่ในสภาพหนักหนานัก เขาก็รีบเดินทางกลับมาที่นี่ โดยทิ้งคู่แฝดไว้ให้คอยดูแลอาร์เวนต่อ แม้ว่าจะไม่ต้องการอยู่ห่างจากบุตรสาวที่ยังอ่อนแอมากนัก แต่เอลรอนด์ก็รู้ว่าบางทีที่เมิร์ควู้ดอาจจะมีเหตุจำเป็นที่ต้องการตัวเขามากกว่า...

 

 

ความคิดย้อนทวนคืนมาสู่ปัจจุบัน การตรวจอาการของมากลอร์ยิ่งทำให้เอลรอนด์มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนมากขึ้น นั่นเพราะยาพิษที่เคลือบอยู่บนดาบเป็นยาพิษที่น้อยคนจะรู้จัก แม้ว่า เฟเรน หัวหน้าผู้รักษาแห่งเมิร์ควู้ดจะมีความเชี่ยวชาญแค่ไหนแต่ก็คงไม่อาจรู้จักยาพิษชนิดนี้ไปได้ และอาจจะต้องปวดหัวกับการรักษามากลอร์ไปอีกนาน ถ้าไม่ใช่เพราะ..เขาตัดสินใจกลับมาที่นี่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

 

นั่นทำให้แผนการร้ายครั้งนี้เริ่มถูกพบเห็น...

 

“...ไม่ว่าใครก็ตามที่วางแผนเอาไว้ สิ่งที่เขาต้องการคือการให้ข้าไปจากที่นี่ เพื่อที่เฟเรนจะได้ตรวจไม่พบยาพิษชนิดนี้ และทำให้เจ้าจำเป็นต้องรีบกลับมาเมิร์ควู้ดให้เร็วที่สุด บางที..ที่นี่อาจจะมีแผนร้ายดักรออยู่”

 

น้ำเสียงที่เอ่ยประโยคสุดท้ายลดต่ำลงอย่างให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครอื่นได้ยิน ‘ที่นี่’ ย่อมหมายถึงเมิร์ควู้ด และใครก็ตามที่กล้าวางแผนร้ายต่อกษัตริย์เอลฟ์ภายในเมิร์ควู้ดด้วยแล้ว คนผู้นั้นหากไม่ใช่คนเสียสติก็เห็นได้ชัดว่าต้องมั่นใจในแผนของตนเองเป็นอย่างยิ่ง

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน มันก็ยังอันตรายไม่เปลี่ยน...

 

“น่าสนใจ” ธรันดูอิลเหยียดยิ้มกร้าว ในดวงตาคู่สีฟ้าเทาไร้ร่องรอยตระหนกที่ควรมี ตรงข้ามแล้วมันกลับเต็มไปด้วยความเยาะหยันต่อความโง่เขลาของใครสักคนที่กล้าวางแผนร้ายต่อตัวเขา “ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าแผนร้ายนั่นคืออะไรกันแน่”

 

เสียงทุ้มเยียบเย็นดังคมมีด รอยยิ้มเย็นชาที่ฉาบฉายอยู่บนใบหน้าของกษัตริย์เอลฟ์ มันทำให้เอลรอนด์เริ่มนึกเสียใจแทนคนร้ายขึ้นมานิดหน่อย ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นธรันดูอิลยิ้มเช่นนี้ มันก็ผ่านมาหลายพันปีแล้ว และในครั้งนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็อาจจะสามารถสรุปได้ด้วยคำสั้นๆเพียงหนึ่งคำ นั่นคือ ‘พินาศสิ้น’

 

และในวันนี้แม้จะผ่านมาหลายพันปี แต่เอลรอนด์ก็เชื่อมั่นว่ากษัตริย์นักรบแห่งเมิร์ควู้ดยังคงมีพื้นอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดและอำมหิตไม่ต่างไปจากเดิม ทว่าทั้งที่เรื่องนี้ควรจะทำให้รู้สึกคลายใจลงได้ หากตรงข้ามแล้วเอลฟ์ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์กลับเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้ายขึ้นมา..นั่นเพราะไม่มีใครที่ไม่เปลี่ยนแปลง และธรันดูอิลในวันนี้ก็ไม่ใช่คนเดียวกับกษัตริย์เอลฟ์ผู้ไร้น้ำใจเมื่อหลายพันปีก่อนอีกแล้ว...

 

“มายลอร์ด! ลอร์ดเอสเทลและฮัลเดียร์เดินทางกลับมาถึงแล้ว”

 

เสียงรายงานที่ดังมาจากด้านนอกเรียกความสนใจจากเอลฟ์ลอร์ดผู้สูงศักดิ์ทั้งสองได้ไม่ยาก ธรันดูอิลเลิกคิ้วขึ้นสูงกับการมาถึงในเวลาที่รวดเร็วกว่าที่คิดไว้หลายชั่วโมงของอีกฝ่าย น่าแปลกที่หน่วยองครักษ์ไม่ได้เอ่ยชื่อของเลโกลัสออกมา นั่นหมายความว่า...?

 

ไวเท่าความคิดธรันดูอิลพลันก้าวออกจากห้อง โดยมีเอลรอนด์รีบเดินตามหลัง เอลฟ์ลอร์ดทั้งสองเดินผ่านฝูงชนที่ต่างก็หลีกทางให้ เปิดทางให้กษัตริย์เอลฟ์ก้าวออกไปสู่ลานกว้างหน้าพระราชวังที่บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักรบที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึง และทั้งที่มันน่าจะเป็นภาพที่ซ้ำรอยเดิมกับตอนเช้าตรู่ที่ผ่านมา หากนักรบกลุ่มนี้กลับไม่ได้มีความฮึกเหิมอย่างผู้ชนะศึกอย่างที่ควรจะเป็น ตรงข้ามแล้วสีหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วย..ความสิ้นหวัง!?

 

นั่นคือสีหน้าของผู้พ่ายแพ้ คือสีหน้าของผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และมันก็เป็นสีหน้าแบบเดียวกันนี้ที่ปรากฏบนใบหน้าของมนุษย์หนึ่งเดียวในกลุ่ม ร่างสูงของชายหนุ่มผมดำที่ตวัดกายลงมาจากหลังม้าในสภาพสิ้นหวัง ดวงตาคู่สีเทาหม่นหมองไร้ประกายอย่างที่ควรจะเป็น ขอบตาที่แดงก่ำมันบ่งบอกชัดว่าได้ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก และกับสีหน้าเช่นนั้นของบุตรชายบุญธรรม มันก็ทำให้เอลรอนด์หันไปมองรอบด้านด้วยความรู้สึกวูบโหวงในใจ และเมื่อไม่เห็นใครคนนั้นที่ควรอยู่ที่นี่ด้วย..เขาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...

 

...ไม่จริง...

 

ท่ามกลางความเงียบงัน อารากอร์นไม่ได้สนใจใครอื่น ไม่ได้หันไปมองบิดาบุญธรรมของตน หรือแม้แต่เหล่าที่ปรึกษาของกษัตริย์ที่มาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ด้วย เขาเพียงแค่เดินตรงไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของกษัตริย์เอลฟ์ ริมฝีปากอ้าขึ้นน้อยๆหากกลับไร้คำพูดใดที่จะเอ่ยออกมา

 

พูดไม่ออก ไม่สามารถพูดออกมาได้ว่า.....

 

มันเป็นชั่วขณะที่ดวงตาคู่สีฟ้าเทามองชายหนุ่มชาวมนุษย์แน่วนิ่ง แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดกับเอสเทลเหมือนเช่นเอลรอนด์ แต่เขาก็รู้ว่ามันมีบางอย่างที่ผิดปกติมากๆ รู้ว่ามีบางอย่างที่เลวร้ายเกิดขึ้น แต่ถึงจะรู้..หากใจกลับไม่อาจยอมรับ ไม่อาจยอมรับได้เลย

 

“เลโกลัส..อยู่ไหน..”

 

เสียงนุ่มทุ้มที่เคยไพเราะดั่งเสียงดนตรีกลับสั่นไหว ดวงตาคู่สีฟ้าเทาจ้องมองช