[Fic Hobbit2] Blood bond Chapter 15 [NC-xx?]

posted on 06 Nov 2014 15:39 by mukkuk
 
~Blood bond~
 
 
Pairing : Thranduil x Legolas
 
Rate : NC-xx
 
Note : เรามาข้ามกำแพงศีลธรรมด้วยกันเถอะ >///<
 
 
 

Chapter 15

 

 

ท่ามกลางไฟสงครามที่ลุกโชน ร่างสองร่างยืนกอดกันอย่างไม่มีสายตาให้แก่ใครอื่น ร่างโปร่งบางที่อยู่ในอ้อมกอดของกษัตริย์เอลฟ์ ขณะที่ดวงตาคู่สีฟ้าเทาก้มลงมองมา ดื่มด่ำกับภาพของบุตรชายในอ้อมแขน แค่เพียงไม่กี่วันที่จากกันแต่กลับดูเหมือนเนิ่นนานนักในความรู้สึก ปลายนิ้วเรียวยาวแตะสัมผัสแก้มเนียนที่เป็นสีแดงก่ำจากการออกแรง รับรู้ถึงความอ่อนล้าจางๆที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั่น แล้วดวงตาคู่คมก็กลับกลายเป็นเข้มงวดขึ้นมา

 

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เลโกลัส!”

 

เสียงนุ่มทุ้มเจือแววดุอย่างที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าชายหนุ่มจางลงไปนิดหน่อย โดยเฉพาะเมื่อเฉดสีฟ้าเทาในดวงตาคู่นั้นมันสะท้อนถึงความโกรธออกมา

 

“ข้าสั่งให้เจ้านอนพักอยู่ในวังดีๆไม่ใช่หรือไง? ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้!”

 

“ข้า..ข้าแค่อยากมาช่วยท่าน Ada” เด็กหนุ่มพยายามแก้ตัวเท่าที่ทำได้ เขาก็แค่เป็นห่วง Ada มากเท่านั้นเอง “ไม่มีใครในเมิร์ควู้ดนำทัพได้ เหลือแต่ข้าที่...”

 

“เหลือแต่ต้องให้คนเจ็บอย่างเจ้ามานำทัพงั้นสินะ” เสียงนุ่มทุ้มกร้าวเย็นชา วงหน้างดงามของผู้เป็นกษัตริย์นิ่งขึงด้วยความโกรธ “เจ้าบุ่มบ่ามเกินไป เลโกลัส ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง แต่เจ้าควรจะตระหนักตนเช่นกันว่าร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงพอที่จะออกมาสู้รบได้ ไม่มีอะไรเลวร้ายยิ่งไปกว่าการเข้าสู่สนามรบทั้งที่รู้ว่าตนเองไม่พร้อมอีกแล้ว”

 

น้ำเสียงที่เย็นชา หากถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นกลับเย็นยะเยียบยิ่งกว่า อารากอร์นขมวดคิ้วแน่น จริงอยู่ว่าเขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของธรันดูอิล ว่าเลโกลัสทำเรื่องนี้ด้วยความบุ่มบ่ามเกินไป จริงอยู่ว่าสภาที่ปรึกษาพวกนั้นอาจจะชักช้า แต่มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ในเมิร์ควู้ดจะไม่มีใครนอกจากเจ้าชายที่สามารถนำทัพได้อีก และตัวเลโกลัสเองก็ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นอย่างที่ไม่สมควรจะออกมาสู้รบหรือนำทัพเป็นอย่างยิ่ง

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามเกินไป เป็นการกระทำที่ขาดการไตร่ตรองเกินไป แต่นั่นน่ะ มันก็เป็นเพราะความห่วงใยที่เลโกลัสมีต่อกษัตริย์เอลฟ์ไม่ใช่หรือ!

 

ร่างสูงเม้มปากแน่น หากว่าสิ่งที่อารากอร์นรู้สึกคือความโกรธแล้ว สิ่งที่เลโกลัสรู้สึกต่อท่าทางของผู้เป็นบิดา มันก็กลับเป็นตรงข้าม..เขาไม่ได้โกรธแต่กลับหวาดกลัว ร่างโปร่งก้าวถอยหลังผละห่างออกจากอ้อมกอดที่อบอุ่น ดวงตาคู่สีฟ้าใสช้อนขึ้นมองสบดวงตาคู่สีฟ้าเทาอย่างติดจะตื่นกลัว..เหมือนเด็กน้อยที่รู้ว่าตนเองทำผิด

 

และกับสายตาเช่นนั้น กับท่าทางหวาดหวั่นราวกับกลัวว่าจะถูกเขาเกลียดนั่น ถึงแม้ว่าธรันดูอิลจะโกรธแค่ไหนกับการที่บุตรชายสุดที่รักเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยงอันตราย แต่เพียงแค่มองสบดวงตาสีฟ้าใสคู่นั้น มันก็ทำให้หัวใจกลับอ่อนยวบลง

 

กษัตริย์เอลฟ์ถอนหายใจยาว ถึงแม้ว่าตัวเขาจะได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมิร์ควู้ด เลื่องชื่อว่าไม่มีศึกใดที่ไม่สามารถเอาชนะได้มาก่อน ทว่าเมื่ออีกฝ่ายคือเด็กน้อยผู้สืบสายเลือดเดียวกันคนนี้ มันก็ราวกับเป็นชะตาลิขิตให้เขาต้องพ่ายแพ้เสมอไป

 

โอ ลูกข้า..เจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้ามีอิทธิพลต่อข้ามากแค่ไหน 

 

ในความอ่อนใจ กษัตริย์เอลฟ์โอบร่างโปร่งเข้ามาแนบอก ซึมซับถึงความอบอุ่นของร่างในอ้อมแขน ก่อนจะแนบจุมพิตลงบนหน้าผากลาดมนอย่างอ่อนโยน

 

“อย่าทำให้ข้าเป็นห่วงแบบนี้สิ หนูน้อย”

 

 

...สำหรับคนที่รู้ความนัยแล้ว นั่นคือภาพของคู่รักที่ไม่สนใจเลยสักนิดว่ากำลังมีการสู้รบอยู่รอบๆตัว แต่สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างฮัลเดียร์แล้ว ภาพที่ได้เห็นมันก็คือภาพของความรักที่บิดามีต่อบุตรชาย ถึงมันจะทำให้เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้างก็เถอะ กับการที่กษัตริย์เอลฟ์ธรันดูอิลผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชากลับแสดงความรู้สึกออกมาต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้ แต่ถ้าคิดว่าเลโกลัสคือบุตรชายคนเดียวของอีกฝ่ายแล้ว นั่นก็..คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรล่ะมั้ง?

 

ความสงสัยเพิ่งก่อตัวขึ้นเล็กน้อย มันก็กลับถูกขัดจังหวะด้วยภาพของชายหนุ่มชาวมนุษย์ที่เดินเข้าไปใกล้เชื้อพระวงศ์แห่งเมิร์ควู้ดทั้งสอง อารากอร์นกระแอมเบาๆอย่างจงใจ ให้เจ้าชายหนุ่มที่ลืมตัวอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นบิดาถึงกับหน้าแดงก่ำ..เพิ่งรู้สึกตัวถึงสายตาหลายสิบคู่ที่กำลังจับจ้องมาที่พวกตน

 

ทว่าเห็นได้ชัดว่าเสียงกระแอมไอนั่นไม่อาจทำอะไรต่อกษัตริย์เอลฟ์ผู้ผ่านโลกมามากได้ ดวงตาคู่คมเพียงแค่ปรายมองชายหนุ่มชาวมนุษย์อย่างติดจะรำคาญใจ ก่อนจะหันเหสายตากลับมายังร่างในอ้อมแขนตามเดิม

 

“รายงานสถานการณ์มาซิ”

 

นั่นเป็นคำสั่งทั่วไปที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เลโกลัสเองก็ถูกผู้เป็นบิดาสั่งเช่นนี้มาหลายครั้งหลังจากที่กลับจากการลาดตระเวณ แต่ว่า..มันก็คงไม่มีครั้งไหนที่เหมือนกับครั้งนี้ กับการรายงานสถานการณ์ตามคำบัญชาของผู้เป็นกษัตริย์..ในอ้อมกอดของผู้ออกคำสั่งเอง

 

“เมื่อหลายวันก่อนหน่วยองครักษ์ได้นำข่าวการศึกมาแจ้งให้พวกเราทราบ แต่เนื่องจากสนามรบในครั้งนี้อยู่ใกล้กับเมิร์ควู้ดมาก ข้าไม่อาจแน่ใจว่าศัตรูจะถือโอกาสนี้ตลบหลังโจมตีพวกเราหรือไม่ จึงได้แต่ทิ้งนักรบส่วนใหญ่ไว้ปกป้องเมือง ส่วนที่ติดตามทัพมาครั้งนี้มีทั้งสิ้นเจ็ดพันคน มายลอร์ด” เสียงใสรายงานอย่างเป็นทางการ “ตอนนี้ทัพครึ่งหนึ่งรั้งอยู่ที่ชายป่า ส่วนที่ติดตามข้ามามีแค่ครึ่งเดียวเพื่อหลอกให้ศัตรูตายใจว่าเรามีจำนวนคนน้อยกว่า ทันทีที่ให้สัญญาณ ทัพอีกครึ่งจะโจมตีและบีบศัตรูให้อยู่ในวงล้อมของเราได้ทันที”

 

“ดีมาก”

 

กษัตริย์เอลฟ์พยักหน้าชมเชย ดวงตาคู่สีฟ้าเทาพิจารณาความอ่อนล้าบนใบหน้าของบุตรชายแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงใครอีกคนหนึ่งที่ไม่อยู่ที่นี่ด้วย

 

“เอลรอนด์ล่ะ ลูกข้า?”

 

“หัวหน้าหน่วยฮัลเดียร์จากลอธลอริเอนนำสาส์นจากเลดี้กาลาเดรียลมาแจ้งเมื่อหลายวันก่อน Ada ดูเหมือนว่าเลดี้อาร์เวนจะล้มป่วยลง ลอร์ดเอลรอนด์จึงต้องรีบเดินทางไปทันที”

 

เลโกลัสรายงานเท่าที่ตัวเองรู้มาจากเอลรอนด์ หากสำหรับกษัตริย์เอลฟ์แล้ว มันเห็นได้ชัดว่ามีอะไรนอกเหนือกว่านั้น ร่างสูงหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ดวงตาคู่สีฟ้าเทาเหลือบมองอารากอร์นที่พยายามตีหน้านิ่งเท่าที่ทำได้ แต่เห็นได้ชัดว่านั่นยังไม่เพียงพอต่อการหลอกบุรุษผู้มีชีวิตอยู่นานหลายพันปีอย่างเขา น่าเสียดายที่นี่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการคาดคั้นหาความจริง...

 

ธรันดูอิลเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เป็นสีแดงเลือด อีกไม่กี่ชั่วโมงแสงสว่างก็จะเลือนหายไปจนหมดสิ้น ศึกครั้งนี้ไม่อาจยืดเยื้อไปนานกว่านี้อีกแล้ว

 

“กาลิออน เจ้าไปแจ้งพวกมนุษย์กับคนแคระว่าพวกเรากำลังจะโจมตีครั้งสุดท้าย เลเวียน เจ้านำนักรบหนึ่งพันคนไปทางปีกขวา รอคำสั่งข้า”

 

กษัตริย์เอลฟ์บัญชาการเป็นชุด ก่อนที่ดวงตาคู่สีฟ้าเทาจะหันกลับมาหาร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่เคียงข้าง มันเป็นชั่วขณะที่ดวงตาคู่คมมองสบกับดวงตาคู่สีฟ้าใส ความต้องการของธรันดูอิลมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือ ให้บุตรชายปลอดภัย ให้ถอนตัวจากการต่อสู้และเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป้อมปราการ ทว่า...

 

“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วง Ada แต่ข้าเองก็มีหน้าที่ในฐานะเจ้าชายเช่นกัน” ริมฝีปากสีอ่อนแย้มรอยยิ้มบาง เลโกลัสรู้จากสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั่นว่าผู้เป็นบิดาต้องการอะไร น่าเสียดายที่เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้ “ข้าเป็นเจ้าชาย และเจ้าชายไม่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ปลอดภัยในขณะที่คนอื่นๆกำลังเสี่ยงอันตราย ท่านสอนข้ามาเช่นนั้นไม่ใช่หรือ Ada?”

 

“บางทีข้าคงจะสอนเจ้ามาดีเกินไป”

 

รอยยิ้มบางปรากฏบนมุมปากได้รูปของผู้เป็นกษัตริย์ ธรันดูอิลรั้งร่างบางเข้ามากอดเร็วๆคราหนึ่ง ยอมรับถึงการตัดสินใจของอีกฝ่าย

 

ใช่แล้ว แม้ว่าจะเป็นห่วงแค่ไหน แม้ว่าจะไม่เต็มใจแค่ไหน แต่บุตรชายของเขาก็ไม่ใช่แค่เด็กชายธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่เป็นเจ้าชาย และเจ้าชายย่อมมีหน้าที่ที่สมควรพึงกระทำ 

 

“อยู่ใกล้ๆตัวข้าไว้ล่ะ เด็กน้อย”

 

นั่นคือคำสั่งในฐานะบิดา ก่อนที่ร่างสูงจะผละออกห่าง ธรันดูอิลตวัดกายขึ้นหลังม้า แล้วจากสีหน้าที่เคยอ่อนโยนดังเช่นบิดามีต่อบุตร ก็กลับกลายเป็นสีหน้าที่เย็นชาของกษัตริย์ ดวงตาคู่สีฟ้าเทากราดมองเหล่าอมนุษย์ที่กำลังเคลื่อนทัพเข้ามาอีกครั้ง แล้วคมดาบก็พลันตวัดลงมา

 

“สังหารพวกมันให้สิ้น!”

 

...แม้ผ่านไปอีกเนิ่นนานนัก แต่อารากอร์นก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น นั่นคือสงครามครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วม และเป็นสงครามที่ราวกับเป็นปฐมบทของการกลับคืนมาของเซารอน หลังจากหลายพันปีที่เจ้าแห่งความมืดสิ้นอำนาจ นี่คือครั้งแรกที่เกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเอลฟ์และเผ่าพันธุ์จากความมืด

 

แม้ว่าออร์คจะมีจำนวนมากกว่า แต่ก็ไม่อาจต้านทานนักรบเอลฟ์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีได้ พวกมันที่เคยชิงความได้เปรียบด้วยการใช้ความเร็วและความทรงพลังของหมาป่าวาร์คในการล่าเหยื่อ หากเวลานี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคมธนูเอลฟ์ที่ยิงเข้าสู่จุดตายทุกครั้ง มันก็ทำให้ความได้เปรียบกลับกลายเป็นเสียเปรียบ

 

เหนืออื่นใด สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้เปรียบมากที่สุด นั่นคงเป็นเพราะ..ผู้นำของพวกเขา

 

ท่ามกลางแสงแดดยามโพล้เพล้ ร่างสูงสง่าของบุรุษผู้มีผมสีทองยาวสยายยิ่งดูโดดเด่นจับตา ร่างนั้นที่นำทัพบุกฝ่าเข้าไปท่ามกลางดงศัตรูอย่างกล้าหาญ บางคนอาจเรียกว่านั่นคือความโง่เขลา แต่เ